www.dietanddetox.com โทร.061-9940463

เพชรสังฆาตแคปซูล บรรเทาอาการริสีดวงทวาร เป็นสมุนพรที่แพทย์ในรพ.ให้แทนยาแผนปัจจุบันอย่างได้ผลดี

฿200.00 ฿130
เพชรสังฆาต สมควรมีไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร
ซื้อเลย
หยิบลงตะกร้า
  • หมวดหมู่ : สมุนไพรรับประทาน
  • รหัสสินค้า : 000047

รายละเอียดสินค้า เพชรสังฆาตแคปซูล บรรเทาอาการริสีดวงทวาร เป็นสมุนพรที่แพทย์ในรพ.ให้แทนยาแผนปัจจุบันอย่างได้ผลดี

ยาแคปซูลเพชรสังฆาต ดอนขุนห้วย ดวงพร Umbelliferae Capsules Brand Don Khun Huay Duangporn

ยาแคปซูลเพชรสังฆาต ผลิตโดยกลุ่มสตรีดอนขุนห้วย โครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย จ.เพชรบุรี ใบอนุญาตที่ พบ. 1/2547 ทะเบียนเลขที่ G 252/49 

เอกสารกำกับยา : ยาแคปซูลเพชรสังฆาต ในตัวยาทั้งหมด 100 กรัม มีส่วนประกอบทำมาจาก เพชรสังฆาต 50 กรัม อัคคีทวาร 10 กรัม ผักแพวแดง 10 กรัม

สรรพคุณ : บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก

วิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 1-3 แคปซูล หลังอาหาร 3 เวลา

ขนาดบรรจุ : บรรจุขวดละ 100 แคปซูล น้ำหนักผงยาสุทธิ 450 มิลลิกรัม


จากสภาวะสังคมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความแก่งแย่งแข่งขันกัน ทั้งในด้านอาชีพการงานและด้านอื่นๆ ทำให้ ทุกคนต้องตื่นตัวและกระตือรือร้นกันตลอดเวลา เพื่อให้ชีวิตของตนเองนั้นอยู่รอดได้ในสังคม ทำให้บางครั้งมีการปฏิบัติตนไม่ถูกต้องอยู่เสมอ เช่น นั่งทำงานบนเก้าอี้ทำงานตลอดทั้งวันรีบเร่งในการรับประทานอาหาร ทำให้ไม่มีเวลาเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนถนนและอยู่บนรถทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ทำให้เกิดอาการท้องผูกอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิด
โรคริดสีดวงทวารเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรทำความรู้จักกันก่อนว่า โรคริดสีดวงทวารคืออะไร เกิดจากอะไร มีทั้งหมดกี่ชนิด สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างไรบ้าง

โรคริดสีดวงทวาร หรือ Hemorrhoids เป็นโรคที่พบว่ามีคนไข้เป็นจำนวนมาก พบได้ในเพศหญิงและเพศชาย โดยปกติอาการในระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ กล่าวคือ เป็นโรคที่
สามารถหายได้เองในระยะแรก แต่บางคนอาจมีการดำเนินของโรคมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว คนที่มีการดำเนินของโรคมากขึ้นจะมีจำนวนไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปี ก่อนจะถึงระดับที่รุนแรงจนกระทั่งต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัด

โรคริดสีดวงทวาร คือ โรคที่มีลักษณะหลอดเลือดดำที่ไส้ตรง (Rectal or Hemorrhoidal Veins) โป่งพองหรือขอด ทำให้มีอาการเจ็บๆ คันๆ ในระยะแรกและจะเพิ่มเป็นอาการเจ็บปวดในระยะหลัง โรคนี้มีอาการที่สำคัญ คือ เลือดออกขณะหรือหลังอุจจาระ เนื่องจากเมื่อหลอดเลือดโป่งพองมากขึ้น การโป่งพองนี้จะทำให้การเสียดสีระหว่างอุจจาระกับเส้นเลือดที่โป่งพองมีมากขึ้นทำให้เกิดการแตกแยกเป็นแผลและเลือด ออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระได้

โรคริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก

1. โรคริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) เกิดจากการที่ผนังตอนบนของช่องทวารหนักมี Internal Hemorrhoids Plexus ต่อกับ Superior Hemorrhoidal Veinเกิดการโป่งพองซึ่งโรคริดสีดวงทวารชนิดนี้มีความเจ็บปวดไม่มาก เนื่องจากบริเวณที่เกิดเป็นชั้นใต้เยื่อเมือก ไม่ มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด

2. โรคริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) เกิดจากช่องทวารหนักส่วนใกล้ปากทวารหนัก ซึ่งมี External Hemorrhoids Plexus ผิวหนังรอบทวารหนักเกิดการโป่งพองซึ่งผิวหนังรอบทวารหนักมีเส้นประสาทรับความความรู้สึกปวด ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารภายนอกนี้ จะรู้สึกเจ็บปวดมาก

โรคริดสีดวงทวารสามารถแบ่งความรุนแรงของอาการและการโผล่ออกของริดสีดวงทวาร
ได้ดังนี้

1. First degree hemorrhoids เกิดเฉพาะที่บริเวณทวารหนัก มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนักเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาด้วย ถ้ายิ่งท้องผูกเลือดจะไหลออก
มามากขึ้นเพราะเกิดจากการเบ่งมากขึ้น ทำให้มีการเสียดสีกับหลอดเลือดที่มีการโป่งพองมากขึ้น

2. Second degree hemorrhoids เมื่อถ่ายอุจจาระ ก้อนริดสีดวงทวารจะโผล่ยื่นออกมา แต่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จ

3. Third degree hemorrhoids ก้อนริดสีดวงจะโผล่ออกมาตลอดเวลา และไม่สามารถกลับเข้าไปข้างในเองได้ ต้องอาศัยนิ้วช่วยดัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
1. ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้มากกว่าสาเหตุอื่นๆ

2. ท้องเสียเรื้อรัง

3. ภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งสาเหตุนี้โรคริดสีดวงทวารสามารถหายเองได้หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว

4. พันธุกรรม

5. ความชรา

การรักษาโรคริดสีดวงทวาร มีหลายวิธีด้วยกัน ดังนั้นควรพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรคเป็นหลักในการรักษา

1. การใช้ยาระงับอาการ ยาเหล่านี้ควรใช้เมื่อมีอาการเท่านั้น เช่น อาการปวด การอักเสบและไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ยาที่ใช้ได้แก่ ยาทา ยารับประทาน ยาเหน็บ ยาฉีด

2. การใช้ยางรัด (rubber band ligation)

3. การจี้ริดสีดวงทวารด้วยอินฟราเรด (infrared photocoagulation)

4. การจี้ริดสีดวงทวารด้วย bipolar coagulation

5. การผ่าตัดริดสีดวงทวาร

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
1. ระวังอย่าให้ท้องผูก ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ และยาเพิ่มเส้นใย (เช่น psyllium, เมธิลเซลลูโลส) และต้องถ่ายอุจจาระอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งเป็นประจำเพราะท้องผูกเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้มากกว่าสาเหตุอื่นๆ

2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์โดยการออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ

3. ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อทำให้อุจจาระมีลักษณะนิ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการขับถ่ายและเป็นการลดการเสียดสีกับเส้นเลือดที่บริเวณทวารหนัก

ปัจจุบันโครงการการใช้สมุนไพรกับการสาธารณสุขและตำรายาแผนโบราณหลายเล่มได้กล่าวถึงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่สามารถรับประทานเพื่อรักษาโรคริดสีดวงทวารซึ่งเป็นการดีมากทีเดียว
ถ้ามีสมุนไพรไทยที่มีประสิทธิภาพการรักษาใช้เองได้ในประเทศ เพื่อลดการนำเข้ายาที่รักษาโรคดังกล่าวจากต่างประเทศ จึงทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งและนักวิจัยหลายท่านได้ให้ความสนใจและศึกษาสมุนไพรชนิดนี้มากขึ้น ทั้งด้านประสิทธิภาพในการรักษาโรคริดสีดวงทวารและความเป็นพิษของสมุนไพรดังกล่าวทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะเรื้อรัง พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวในการใช้รักษาโรคริดสีดวงทวารเนื่องจากประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกับ ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคดังกล่าวและในการศึกษาพิษแบบเฉียบพลันพบว่าเป็นสมุนไพรที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันเพียงเล็กน้อยจนถึงไม่มีความเป็นพิษเลย แต่ยังต้องศึกษาต่อถึงพิษของสมุนไพร
ในระยะเรื้อรังต่อไปซึ่ง สมุนไพรที่กล่าวถึงนี้คือ "เพชรสังฆาต" นั่งเอง

โรคริดสีดวงทวารสามารถรักษาได้โดยหลายวิธี สามารถรักษาได้ทั้งจากยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ พยายามป้องกันการเกิด โรคริดสีดวงทวารจะดีกว่า เพื่อลด
ความทรมานจากการเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเจริญของโรคริดสีดวงทวารไปในทางที่รุนแรง จนถึงขั้นต้องผ่าตัดหรือจี้หัวริดสีดวงทวาร แต่ถ้าไม่สามารถป้องกันการเกิดได้ กล่าวคือมีการ
ดำเนินของโรคผ่านไปจนถึงขั้นรุนแรงแล้วและมีความจำเป็นต้องมีการรักษาโดยการผ่าตัดหรือจี้หัวริดสีดวงทวารออกก็ควรจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานผ่านการรับรอง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการรักษาพยาบาลแก่ ผู้ป่วยอย่างสูงสุด